วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

จงทิ้งงานไปครึ่งหนึ่ง





แด่ มิตรสหายวัยสามสิบปลายอย่างเราๆ
หยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอีกครั้งตอนต้นปี เคยอ่านจบไปตั้งแต่ปี 2558 อ่านวันนี้ยิ่งอินกว่าเดิม เพราะเพื่อนพ้องรอบตัวมีอาการแบบเดียวกัน คือเริ่มล้ากับการงานที่ทำมาเนิ่นนาน มิใช่ล้าเพราะเหนื่อย หากเพราะเบื่อความซ้ำกับอดีต และที่กำลังจะซ้ำไปยังอนาคต
ล้างาน พร่ำบ่น แต่ไม่เห็นทางออก ไม่กล้าพอจะเปลี่ยนแปลง เป็นอาการที่พบเห็นได้ทั่วไปของคนวัยใกล้สี่สิบ ซึ่งจากการสำรวจในประเทศญี่ปุ่น นักธุรกิจในช่วง 30-40 ปี ทุกๆ 3 คนจะมี 1 คนที่รู้ตัวว่าเป็นโรคซึมเศร้า (อีกสองอาจจะเป็น แต่ไม่รู้ตัว)
คนที่ซึมเศร้ามักเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง มีความรับผิดชอบสูง มนุษยสัมพันธ์ดี เป็นที่ชื่นชมของคนรอบข้าง
วัย 40 เป็นวัยที่ถูกขนาบด้วยอดีตที่สะสมมา ความรู้ความสามารถ ทักษะ ตำแหน่ง เงินเดือน ความภาคภูมิใจ คอนเน็กชั่น ไล่ไปถึงนิสัย-ที่หลายคนชอบบอกว่า "ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้แหละ" แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมาถึงจุด "ชนเพดาน" คือไม่เก่งไปกว่านี้ เงินเดือนไม่สูงไปกว่านี้แล้ว ความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ทำมาก็เริ่มวนเวียน ไม่ไปไหน
จึงเป็นวันวัยที่ "คิดหนัก" และ "กลับไม่ได้ไปไม่ถึง"
เรายึดมั่นตัวตนที่เราสั่งสมมา ขณะเดียวกันก็อยากจะโยนทุกสิ่งเหล่านั้นทิ้งไป และมีชีวิตที่มีอิสระโดยไม่ต้องผูกติดกับอดีต
หนังสือเล่มนี้แนะนำว่า ถ้าอยากสร้างผลสำเร็จใหม่ ให้ทิ้งตัวตนแบบเก่าที่ผ่านมาในวัย 30 ไปซะ
ที่ว่า "ทิ้ง" คือทิ้งสิ่งที่ยึดติดแบบลืมตัว ลองตรวจสอบตัวเองดีๆ จะพบว่ามีสิ่งที่เราไม่ต้องการ สิ่งที่เกินความจำเป็น และของเก่าที่แบกไว้นานอยู่ไม่ใช่น้อย
...
:: โยนทิ้งความมั่นใจในตัวเองแบบเดิมๆ ::
ร่างกายวัย 40 ไม่ฟิตเท่าเดิมแล้ว เราต้องดูแลมันมากขึ้น ออกกำลังกาย ควบคุมการดื่ม จัดเวลานอนให้ดีกว่าแต่ก่อน มิฉะนั้นก็จะเห็นผลร้ายในไม่ช้า
...
:: เปลี่ยนวิธีเล่นเกม ::
แทนที่จะทุ่ม "แรง" ลงไปในทุกสนาม ต้องหันมาใช้ "สมอง" ใช้ความเก๋าและเทคนิคแทน ที่สำคัญ ไม่ต้องลงแข่งทุกสนาม เลือกเฉพาะสนามที่จำเป็น
...
:: ถามเป้าหมายชีวิตตัวเองใหม่ ::
เราอาจจะเพลินกับการใช้ชีวิตตามเป้าหมายหรือความฝันของเราตอนวัยหนุ่มสาวเลยเถิดมาจนถึงตอนนี้ วันนี้เราอาจไม่ได้ต้องการสิ่งเดิมอีกต่อไปแล้ว ถามตัวเองใหม่ ทบทวนเป้าใหม่ว่าชีวิตเราต้องการอะไร งานที่เคยเป็นงานในฝันอาจไม่ได้เป็นแล้ว ตอนนี้สิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไรกันแน่ แล้วใช้เป้านี้ในการจัดการทุกสิ่งในชีวิต ใช้เป้านี้ในการ "ตัดทิ้ง" สิ่งไม่จำเป็น
...
:: มีอะไร ขาดอะไร ::

เมื่อมีเป้าใหม่แล้ว ตรวจสอบว่าเรามีอะไรอยู่กับตัวบ้าง และยังขาดอะไรอีกบ้าง ก็ไปหามาเติมเพื่อก่อร่าง "ตัวตนใหม่" ที่ไม่หลงทาง และมุ่งตรงไปยังเป้าหมายของวัยนี้มากขึ้น
...
:: ทิ้งอะไรได้บ้าง ::
สิ่งที่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรเสียหาย ทิ้งได้เลย ไม่ควรใช้เวลาไปกับสิ่งที่ทำไปโดยไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม และไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงที่เราให้ความสำคัญ
ทิ้งงานที่ให้คนอื่นทำแทนได้ โฟกัสเฉพาะงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้
อย่าเหมาทำทุกอย่าง อย่าทำงานทุกประเภท วัย 40 ควรเป็นวัยที่คนนึกถึงเราว่าเราเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าทำงาน "ทั่วไป" ทิ้งงานจิปาถะไปบ้าง แล้วจะเหลืองานที่อยากทำเข้ามา และยิ่งได้ทำงานแบบนั้นมากขึ้น งานลักษณะนี้ก็จะเข้ามามากขึ้น ทำให้ภาพของเราชัดขึ้น และมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น หมดเวลาแล้วที่จะเล่นทุกสนามแบบในช่วง 20s-30s
ขจัดงานจุกจิกที่รบกวนเวลาของ "งานหลัก" ออกไปเพื่อทำงานหลักให้มีคุณภาพมากที่สุด คนเล่นกอล์ฟอย่างเดียว 100 ครั้งในหนึ่งปี ย่อมเล่นกอล์ฟเก่งกว่าคนที่เล่นกอล์ฟ 25 ครั้ง เทนนิส 25 ครั้ง ฟุตบอล 25 ครั้ง ว่ายน้ำ 25 ครั้ง หากต้องทำงานที่หลากหลายให้ตัดเหลือแค่สามก็พอ
ใช้เวลา 80% ให้กับเรื่องสำคัญ 20% ปริมาณรวมของถั่วลันเตาเก็บเกี่ยวมาจากฝักถั่ว 20% หา 20% ที่มีถั่ว ปล่อย 80% ที่ไร้ผลิตผลทิ้งไป โฟกัสกับ 20% ที่จะให้ผลลัพธ์เรา 80%
...
หากวัย 20s-30s เป็นวัยแห่งการผจญภัยสำรวจโลก สำรวจความเป็นไปได้ของตัวเองว่าฉันจะทำอะไรได้บ้าง พอมาถึง 40 แล้วเราน่าจะพอตอบตัวเองได้บ้างแล้วว่า เราคิดว่าอะไรที่ "สำคัญ" สำหรับชีวิต สิ่งที่ยากคือเราจะกล้าหาญพอที่จะละทิ้งสิ่งที่ "สำคัญน้อยกว่า" ไปจากชีวิตเพื่อมาโฟกัสกับสิ่งที่ "สำคัญที่สุด" หรือเปล่า
แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และความรับผิดชอบในชีวิต เราอาจต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถ "แบก" ทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้เหมือนเมื่อสิบปีก่อน
ทำอย่างไรให้วัย 40 เป็นวัยที่เบาขึ้น ชัดเจนขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น
หมดเวลาของการ "บ้าพลัง" แต่ต้องเล่นเกมด้วย "สมอง"
ขยับน้อยลง แต่ทุกจังหวะล้วนมีความหมาย
ถึงเวลาทบทวนกับตัวเองอย่างจริงจังว่า เรามองเห็นภาพของตัวเองในอนาคตอย่างไร อย่าให้ความฝันของวัยหนุ่มสาวมาลวงตาเราในวันนี้ และอย่าให้ "ตัวตน" ที่สั่งสมมากลายเป็นกรงขังทำให้เราไม่กล้าที่จะเริ่มต้นสร้างตัวตนใหม่
การสร้างตัวตนใหม่นั้นไม่ได้สร้างจากความว่างเปล่า หากสร้างจากสิ่งที่เรามีอยู่ในตัวเองนี่แหละ เฉือนทิ้งส่วนที่เป็น "เนื้องอก" ที่ไม่จำเป็นและอันตราย เฉือน "ไขมันส่วนเกิน" ที่ทำให้เราอืดอาดและรู้สึกหนักหนาทิ้งไป และสั่งสมทักษะใหม่ๆ ที่สำคัญสำหรับความฝันใหม่เข้าไปแทน เราจะก่อร่างสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้ในวัย 40
...
ฟรีดริช นีทเชอ กล่าวว่า "งูที่ลอกคราบไม่ได้จะสูญพันธุ์" การเติบโตคือการทิ้งตัวตนเดิม แล้วใช้ชีวิตกับตัวตนใหม่ ในวันวัย 40 คือช่วงเวลาที่ข้างในร่ำร้องให้ "ลอกคราบ" แต่อีกด้านหนึ่งใจก็ยังกังวลแต่ยึดมั่นกับความสำเร็จเดิมๆ ความเก่งเดิมๆ กังวล ไม่กล้าทิ้งสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตลอดเกือบยี่สิบปีตั้งแต่เริ่มวัยทำงาน
แต่ก็เพราะความยาวนานนั่นเองที่ทำให้ข้างในร่ำร้องเรียกหาความเปลี่ยนแปลง
ขงจื่อกล่าวถึงวัย 40 ว่า "สี่สิบปี ไม่ลังเลสงสัย" แต่ความต้องการข้างในจะไม่มีวันชัดเจน ตราบที่เรายังโอบอุ้มทุกสิ่งในวัย 30 เอาไว้ทั้งหมด
การละทิ้งรายละเอียดไม่สำคัญกลับทำให้แก่นแกนชัดเจนขึ้น
ส่วนจะทิ้งอะไรไป เหลืออะไรไว้ สร้างอะไรใหม่
หัวใจของแต่ละคนรู้ดีที่สุด
via facebook : Roundfinger

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

ผัก 37 ชนิด (ไม่กินไม่ได้แล้ว)

ผัก 37 ชนิด (ไม่กินไม่ได้แล้ว) โดยเฉพาะรายการสุดท้าย

1. สะเดา ( Neem tree)มีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ 

2. ผักกาดขาว ( Chinese white cabbage) ช่วยระบบย่อยอาหารขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูงบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ 

3. ต้นหอม ( Shallot) หอมระเหย บรรเทา อาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง 

4. แครอท ( Carrot) เบต้าแคโรทีน ป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับคลอเลสเตอรอลได้ 

5. หอมหัวใหญ่ (Onion) มีสาร ฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 

6. คะน้า ( Chinese kale) มีแคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรค กระดูกพรุน และมะเร็ง 

7. พริก ( Chilli) มีแคปไซซิน กระตุ้นการ ขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ 

8. กระเจี๊ยบเขียว(Okra) ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะ หรือ ลำไส้อักเสบ 

9. ผักกระเฉด ( Water mimosa) ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร 

10. ตำลึง ( Ivy gourd) มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร 

11. มะระ ( Chinese bitter cucumber) มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาล ในเลือด 

12. ผักบุ้ง ( Water spinach) บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอ บำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด 

13. ขึ้นฉ่าย ( Celery) กลิ่นหอมช่วยเจริญ อาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด 

14. เห็ด ( Mushroom) แคลอรีน้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูงช่วยในการดูดซึม แคลเซียมเสริมกระดูกและฟัน 

15. บัวบก ( Indian pennywort)มี วิตามินบีสูงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายบำรุง สมองและความจำบำรุงผิวพรรณลดอาการ อักเสบ 

16. สะระแหน่ (Kitchen mint) กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่นทำให้ ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว 

17. ชะพลู (Cha-plu) รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะมีแคลเซียมสูง 

18. ชะอม ( Cha-om) ช่วยลดความร้อน ในร่างกาย ขับลมในลำไส้มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ 

19. หัวปลี ( Banana flower) รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง 

20. กระเทียม ( Garlic) ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็กวิตามินซีสูง 

21. โหระพา ( Sweet basil) น้ำมันหอม ระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีนแคลเซียม 

22. ขิง ( Ginger) บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อนแก้อาการ ท้องอืดท้องเฟ้อ 

23. ข่า ( Galangal) น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา 

24. กระชาย ( Wild ginger) บรรเทา อาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามิน เอและแคลเซียม 

25. ถั่วพู ( Winged bean) ให้คุณค่าทาง อาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว 

26. ดอกขจร ( Cowslip creeper) กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน 

27. ถั่วฝักยาว ( Long bean) มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด 

28. มะเขือเทศ ( Tomato) มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง 

29. กะหล่ำปลี ( White cabbage) มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็น สารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง 

30. มะเขือพวง (Plate brush eggplant) ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลด ความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส 

31. ผักชี ( Chinese paraley) ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอม ระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง 

32. กุยช่าย ( Flowering chives) มีกากใยช่วยระบายของเสียมีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง 

33. ผักกาดหัว ( Chinese radish) แก้ไอ ขับเสมหะเพิ่มภูมิต้านทางโรคมีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี 

34. กะเพรา ( Holy basil) แก้อาการ จุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้ 

35. แมงลัก ( Hairy basil) ช่วยย่อย อาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ 

36. ดอกแค ( Sesbania) กินแก้ไข้ช่วง ที่อากาศเปลี่ยนแปลงเป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา 

37. หญ้าอ่อน กินเพิ่ม ความคึกคัก ให้กระชุ่มกระชวยเลือดลมสูบฉีด สมองแจ่มใส อายุยืนยาว สดชื่น (ถ้าแม่บ้านจับไม่ได้ ลองเสี่ยงดู แต่ถ้าจับได้ แล้วตัวใครตัวมัน) เหมาะมากสำหรับโคแก่.....555

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

น้ำเปล่ามีประโยชน์

น้ำเปล่าคือเครื่องดื่มที่คุณควรจิบให้บ่อยที่สุดในแต่ละวัน เพราะจะช่วยให้ร่างกายไม่เกิดภาวะขาดน้ำ และสมองจะได้แล่นอยู่เสมอ เนื่องจากน้ำจะช่วยกระตุ้นให้ทุกระบบในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแนะนำให้เตรียมน้ำขวดใหญ่ซัก 1.5 ลิตร วางไว้บนโต๊ะทำงานเสมอ พร้อมกับบังคับตัวเองให้ดื่มให้หมด แต่ค่อยๆ จิบ ไปเรื่อยๆ นะคะ อย่าดื่มทีเดียวเยอะๆ
นอกจากน้ำช่วยเติมความสดใสให้ร่างกายได้แล้ว ยังดีต่อสุขภาพและรูปร่างของเรา ช่วยลดน้ำหนักและช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดี และช่วยระบบหมุนเวียนโลหิตต่างๆ อีกด้วยค่ะ วันนี้...ดื่มน้ำกันไปกี่แก้วแล้วค่ะ ^o^
via : Be Healthy